Jesse Sullivan: มนุษย์แขนจักรกลคนแรกของโลก

  • เจสซี ซัลลิแวน อดีตช่างไฟฟ้าที่ประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนต้องถูกตัดแขนถือเป็นมนุษย์คนแรก ๆ ที่ทดลองใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมทางระบบประสาทเพื่อเชื่อมต่อการทำงานของสมองกับแขนกล
  • แพทย์และนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชิคาโกได้ผ่าตัดนำเส้นประสาทแขนมาฝังไว้ที่กล้ามเนื้ออก เมื่อนำแขนเทียมมาสวมและเชื่อมต่อกับร่างกายแล้ว สมองของเจสซีก็จะสั่งการให้แขนกลเคลื่อนไหวผ่านระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้
  • เจสซีสามารถเคลื่อนไหวแขนกลได้ใกล้เคียงกับการทำงานของแขนและมือจริง สามารถใช้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติ และจากการพัฒนาและปรับแต่งหลายครั้ง เจสซีสามารถรับรู้อุณหภูมิผ่านทางแขนกลได้ด้วย ความสำเร็จในการทดลองนี้ทำให้เจสซี ซัลลิแวนเป็นไซบอร์ก หรือมนุษย์ที่มีอวัยวะเป็นเครื่องจักรคนแรกของโลก

การเป็นครึ่งคนครึ่งหุ่นยนต์ หรือมีอวัยวะเป็นเครื่องจักรกลที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นเรื่องที่พบเจอได้ทั่วไปในนิยายหรือภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ แต่ในชีวิตจริงล่ะ เราจะเอาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องจักรกลมาผนวกกับร่างกายและทำให้มันเป็นได้มากกว่าแค่อวัยวะเทียมธรรมดาได้จริงหรือ

เจสซี ซัลลิแวน (Jesse Sullivan) อดีตช่างไฟฟ้าและเหล่านักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชิคาโก (the Rehabilitation Center of Chicago หรือ RIC) ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถทำได้จริง และการทดลองครั้งนั้นได้ทำให้เจสซีกลายเป็นมนุษย์คนแรกที่เรียกได้ว่าเป็นไซบอร์ก (Cyborg หรือ Cybernetic Organism) ตัวจริงไม่อิงนิยาย

ในปี ค.ศ. 2001 เจสซีต้องสูญเสียแขนทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุระหว่างการทำงานกับไฟฟ้าแรงสูง โดยถูกตัดแขนจนถึงไหล่และกลายเป็นคนพิการที่อาจต้องพึ่งพาคนอื่นไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ แต่ในความโชคร้ายที่เกิดขึ้นก็มีความโชคดีและความท้าทายครั้งใหม่ตามมาด้วยเช่นกัน เพราะเขาได้ตกลงกับ ดร. ท็อดด์ คุยเคน (Todd Kuiken) และนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพแห่งชิคาโก หรือ RIC ว่าจะทดลองแขนกลชีวภาพที่ศูนย์พัฒนาขึ้น แขนขวาของเจสซีเป็นแขนเทียมแบบธรรมดา ส่วนแขนซ้ายนั้นเป็นแขนเทียมจักรกล แขนกลนี้จะเชื่อมต่อกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อแขนซ้ายของเจสซีและสามารถสั่งการให้เคลื่อนไหวได้ด้วยคำสั่งจากสมอง

เพื่อให้เขาสามารถสั่งการแขนกลโดยออกคำสั่งจากสมองได้ แพทย์และทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการผ่าตัดย้ายเส้นประสาทจากไหล่ไปไว้ที่กล้ามเนื้ออก เพื่อให้เขาสามารถควบคุมแขนผ่านกล้ามเนื้อที่โดยออกคำสั่งจากสมองไปสู่เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อให้ขยับแขนกลที่เชื่อมต่ออยู่ได้ แต่แขนกลนี้ไม่ได้เชื่อมติดอยู่กับตัวของเจสซีตลอดเวลา แต่เป็นแขนกลที่สามารถสวมและถอดออกได้ และเชื่อมต่อกับร่างกายโดยใช้ขั้วไฟฟ้าแปะติดกับอกซึ่งได้รับการผ่าตัดฝังเส้นประสาทจากแขนเอาไว้ก่อนหน้านี้

หลังจากการผ่าตัดประมาณ 7 สัปดาห์ เจสซีก็ทดลองใส่แขนเทียม นอกจากเขาจะสามารถสั่งให้แขนเคลื่อนไหวได้แล้ว ยังสามารถพับแขน ขยับข้อศอก กำและแบมือของแขนจักรกลนั้นได้แล้ว ทางทีมนักวิทยาศาสตร์ของ RIC ยังได้พัฒนาระบบให้เจสซีสามารถรับรู้อุณหภูมิผ่านแขนกลนั้นได้อีกด้วย

ก่อนการผ่าตัดเพื่อเตรียมตัวสำหรับการรองรับแขนกล เจสซียอมรับว่า เขากังวลและกลัวอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อทดลองแล้วและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น โกนหนวด สวมถุงเท้า เปิดฝาขวดโหล ถอนหญ้า หรือแม้กระทั่งเล่นโยนบอลกับหลาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ซึ่งแขนเทียมแบบธรรมดาไม่สามารถทำได้

“ผมรู้สึกดีมาก ๆ มันให้ความหวังครั้งใหม่กับผมเลยละ” เจสซีบอก

แม้ว่าจะไม่ได้มีแขนกลทั้งสองข้าง เพราะแขนขวาเป็นแขนเทียมแบบเก่า ส่วนแขนซ้ายเป็นแขนเทียมรูปแบบใหม่ล่าสุด แต่เจสซีก็ไม่ได้มีปัญหาในการใช้งานแขนทั้งสองข้าง แขนทั้งขวาและซ้ายสามารถทำงานด้วยกันได้ดี เขาไม่ได้ใส่แขนเทียมทั้งสองข้างตลอดเวลา จะใส่ก็ต่อเมื่อต้องทำงานเท่านั้น และแม้ว่าจะทำงานได้ช้ากว่าปกติไปมากพอสมควร ทว่าเจสซีก็พอใจกับผลการทดลองที่ได้รับ

“มันเป็นการทดลอง แต่ผมก็ไม่เห็นข้อเสียที่จะลองดู เพราะไหน ๆ ผมก็เสียอวัยวะเดิมไปแล้ว” เจสซีกล่าว “ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน”

อย่างไรก็ตาม กรณีของเจสซี ซัลลิแวนเป็นแค่จุดเริ่มต้นของหนทางอีกยาวไกลสำหรับการทดลองอวัยวะเทียมที่มีลักษณะเป็นจักรกลชีวภาพเท่านั้น และกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เจสซีก็ต้องไปที่ศูนย์ของ RIC หลายครั้งเพื่อปรับแต่งแขนจักรกลให้ทำงานได้ดีขึ้น และยังคงต้องพัฒนากันต่อไป โดย ดร. คุยเคนหัวหน้าโครงการเชื่อว่า การทดลองนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สูญเสียอวัยวะ เช่น แขน ขา ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากขึ้น

จากจุดเริ่มต้นการทดลองเมื่อกว่าสิบปีก่อน ในปัจจุบันนี้ มีอวัยวะจักรกลชีวภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เคลื่อนไหวได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และช่วยให้ผู้คนก้าวข้ามความพิการหรือความบกพร่องทางร่างกายได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงตอบสนองการทำกิจกรรมที่เหมาะสมได้ เมื่อถึงเวลานั้น ไซบอร์กอาจไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่อาจเป็นเรื่องธรรมดาในอนาคตข้างหน้าก็ได้

ดูตัวอย่างการทำงานแขนกลของเจสซี ซัลลิแวนได้ที่นี่: 

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply